บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ -บทจักรพรรดิ ( The Emperor )
โพสท์โดย : ชวลักษณ์ วันที่ 6 Jan 2009 , 06:25 PM แจ้งลบ

บทจักรพรรดิ ( The Emperor )

อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ราตรีกลางเมืองฟ้าอมรกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง เด็กสาวนามธเรษตรีบัดนี้แต่งตัวอยู่ในชุดสีนิลดำด้วยเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับนักพยากรณ์ไพ่ยิปซี สาวน้อยนั่งเหม่อลอยภายในคูหาเล็กๆที่ตกแต่งเป็นร้านรับทำนาย ห้วงคำนึงรู้สึกสับสนและไม่อาจระงับความกลัดกลุ้มที่ถาโถมได้
สิ่งที่ต้องการมากที่สุด ... คือสิงที่ขาดหายไป

ชีวิตของบุพการีที่สูญเสียคงไม่สามารถคืนกลับได้ ทว่าความทรงจำที่สาบสูญต่างหากเล่าที่ต้องการยิ่ง มีอะไรบางอย่างในอุบัติเหตุคราวนั้นหรือที่ทำให้เธอต้องลืมทุกอย่างจนสิ้น คุณหมอบอกว่าตัวเธออาจจะประสบเหตุการณ์ที่ร้ายกาจรุนแรงจนจิตใจไม่สามารถทานรับไหว เหตุนี้เองระบบป้องกันตัวเองของมนุษย์จึงทำให้เธอลืมเหตุการณ์ดังกล่าวเสียดื้อๆ ?

เช่นนั้นแล้วก็ควรจะลืมเฉพาะเหตุการณ์ร้ายนั่น ... ทว่านี่เธอกลับลืมทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต !?
มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น !

การที่ธเรษตรีคิดเช่นนั้น เหตุผลหนึ่งก็เพราะระหว่างการทำนายด้วยไพ่ทาโรต์ซึ่งเด็กสาวคิดเชื่อมั่นอย่างไม่มีเหตุผลว่าจะสามารถนำพาความทรงจำกลับคืนได้นั้น เด็กสาวได้พบปรากฏการณ์แปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้
ราวกับมีใครบางคนที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย ... แทนเธอ !?

แม้จะมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ทว่ากลับไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ราวกับอยู่อีกฟากฝั่งของจิตวิญญาณ และร่างกายนั้นได้ถูกใครสักคนยืมไปใช้ในขณะทำนายนั้น

ยิ่งประหลาดมากขึ้นก็คือ ธเรษตรีสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ของลูกค้าแต่ละราย ตั้งแต่เริ่มทำนาย ไพ่ที่เลือกได้ ผลของการทำนาย ตลอดจนเรื่องราวหลังจากนั้น ... ส่วนมากจะได้เห็นในมโนคติยามนิทรา
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่อาจพิสูจน์ได้ อีกทั้งไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้

ธเรษตรีถอนใจยาว แม้จะคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ตอนนี้ทำได้เพียงมุ่งที่จะเอาความทรงจำที่สูญหายกลับคืนมา และวิธีที่เชื่อมั่นอย่างไร้เหตุผลก็คือการทำนายดวงชะตาด้วยไพ่ในสำรับที่อยู่ในมือตอนที่เกิดอุบัติเหตุ

ไพ่ทาโรต์ที่มีแต่เพียงไพ่หลัก ( เมเจอร์ อาร์คานาร์ : Major Arcanar ) ยี่สิบสองใบเท่านั้น
...
...

ค่ำคืนนี้ดูเหมือนนักทำนายจะไม่มีลูกค้าเข้าแวะเวียนสักเท่าไร ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจะมีก็เพียงแต่หยุดยืนอ่านป้ายที่ตั้งบนโต๊ะ มิใยที่ธเรษตรีจะชักชวน ทว่ากลับไม่มีใครสนใจ ซ้ำร้ายหลายต่อหลายคนยังทำกิริยาดูถูกดูแคลนหาว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋นไปเสียอีก แต่กระนั้นเด็กสาวชุดดำก็ไม่ได้ว่ากระไรเพราะการที่พวกเขาเข้าใจผิดนั้นก็ไม่น่าแปลกสำหรับสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยสิบแปดมงกุฎที่จ้องจะหากินด้วยการหลอกลวง

นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ผู้คนบางตาลงไปมาก เด็กสาวรู้สึกว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องเดินทางกลับแม้ว่าจะไม่ได้ทำนายไพ่ให้ลูกค้าเลยสักราย
“ โอ้ ! เฮลโล ... หมอดู ” เสียงยานๆเหมือนฝรั่งที่พูดไทยไม่ชัด

นักทำนายมองไปทางต้นเสียง ห่างออกไปไม่กี่ก้าวชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มหันรีหันขวางก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา ใบหน้ายิ้มละไมแสดงถึงอารมณ์ที่ร่าเริงอยู่เป็นนิจ
“ หมอดู ... หมอดูแม่นๆช่ายไหม ” สำเนียงจากลิ้นฝรั่งฟังแล้วสะดุดหู

“ ค่ะ อยากดูไหมล่ะคะ ” ธเรษตรีชักชวน
“ ดี ... ดีเหมือนกัน ว่าแต่อายุน้อยอย่างเธอมาทำงานอย่างนี้ด้วยรึ ” ชายหนุ่มถามหมอดูเจ้าของร้าน

“ ค่ะ ” แม่หมอตอบสั้นๆพร้อมจัดแจงเตรียมของที่เมื่อครู่จัดเก็บใส่กระเป๋าไปแล้ว
“ แล้วพ่อแม่ โครบครัวเธอล่ะ เขาไม่ว่าอะไรรึ ” หนุ่มฝรั่งถาม


ความโศกเศร้าที่ยากหยั่งพาดผ่านในแววตาของนักพยากรณ์ เด็กสาวก้มหน้านิ่ง ริมฝีปากบางได้รูปเม้มเข้าหากันเสมือนกำลังกล้ำกลืนก้อนความรู้สึกมิให้ล้นทะลักออกมา
“ หนูจำเรื่องครอบครัวไม่ได้เลยค่ะ ... ว่าแต่คุณลูกค้าพูดไทยชัดจังนะคะ ” สาวชุดดำเอ่ยเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้ม

“ อ๋อ ... ฮ่ะๆๆ พอดีโผมเคยมาเที่ยวเมืองทายบ่อยๆ ตอนเด็กๆน่ะคราบ เลยพอพูดได้บ้าง ” ฝรั่งอารมณ์ดีตอบกลั้วเสียงหัวเราะ
“ อย่างนี้เขาเรียกพูดคล่องแล้วล่ะค่ะ ” เด็กสาวชมจากใจจริง เธอคิดว่าการสร้างสัมพันธ์ให้ลูกค้าเชื่อใจก็เป็นเทคนิกอย่างหนึ่งของหมอดู

“ ขอบคุณมากๆคราบ ว่าแต่เราจะดูกานยางไงล่ะคราบ ” ลูกค้าวกเข้าเรื่อง
“ ไม่ยากค่ะ เพียงแค่คุณลูกค้าเล่าถึงปัญหาที่ตัวเองประสบอยู่ ” ผู้ทำหน้าที่ทำนายเริ่มอธิบาย

“ จากนั้นเลือกไพ่จากสำรับนี้เพียงหนึ่งใบ ” น้ำเสียงนั้นเริ่มเรียบและเยียบเย็น
“ เพียงเท่านี้คำตอบก็จะปรากฏ ” พลันแววตาของเด็กสาวนักพยากรณ์แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมน นัยน์ตาดูว่างเปล่าราวลูกแก้วสีดำสนิทที่ส่องประกายประหลาด เสมือนว่าแสงแห่งความมืดจะสามารถพุ่งทะลุทะลวงเข้าไปถึงกลางหัวใจของชายผู้เป็นลูกค้า

“ ฮะ ! ต้องเล่าด้วยเหรอ ... เอ้า ก็ได้ ลองดูสากตั้งนะ ” ชายหนุ่มยักไหล่ก่อนที่จะเริ่มเล่าปัญหาของตน เขาไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กสาวตรงหน้า

“ ตัวโผมน่ะเกิดในตระกูลใหญ่ ... แบบที่มีกิจการและคนที่ต้องดูแลเยอะมากๆน่ะคราบ คุณหมอดูเข้าใจใช่หมาย ” หนุ่มฝรั่งเริ่ม
“ ทีนี้พ่อโผมน่ะท่านแก่มากๆ ท่านต้องการให้โผมสืบทอดต่อ ... ”

“ แต่โผมไม่มั่นใจสักนิดเลยคราบ ว่าจะสืบทอดกิจการไหวไหม ... เฮ้อ ” รอยยิ้มอันแสดงถึงความขี้เล่นเลือนไปจากใบหน้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวล
“ เอาล่ะ จบแล้วคราบ ... ทีนี้คุณหมอดูช่วยทำนายหน่อยคราบ ” หนุ่มฝรั่งฝืนยิ้มแห้งๆ

นักพยากรณ์ไม่ว่ากระไร เด็กสาวสลับไพ่จากนั้นจึงคลี่กระจายคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ ความเร็วในการสลับและตัดไพ่รวดเร็วดุจนักมายากลผู้ช่ำชอง
“ เชิญเลือกหนึ่งใบด้วยมือซ้าย ” นักทำนายกล่าวเสียงเรียบ แววตาสีนิลดำหาได้มองสบคู่สนทนาไม่ เด็กสาวจ้องจับไปยังไพ่บนโต๊ะ

ชายหนุ่มลูกค้าเอื้อมมือเพื่อที่จะเลือกออกมาใบหนึ่ง เขาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สังเกตได้จากการที่เปลี่ยนใจไปมาว่าจะตัดสินใจหยิบไพ่ใบใด
ทว่าในที่สุดก็ตัดสินใจได้

หน้าไพ่อันงดงามราวบรรจงสร้างโดยจิตกรเอกปรากฏเป็นรูปชายในเครื่องทรงอันงดงาม ด้านบนของศีรษะประดับไว้ด้วยมงกุฎสีทองอร่าม ในมือข้างหนึ่งถือคทาทองคำที่ประดับประดาด้วยเพชรพลอย ส่วนมืออีกข้างถือลูกแก้วที่ส่องแสงประกายแวววาว
ด้านล่างของภาพเป็นคำจารึกบรรยาย
The Emperor … ไพ่จักรพรรดิ !


รอยยิ้มบางๆปรากฏเป็นคราแรกหลังจากที่นักพยากรณ์แห่งศาสตร์ลี้ลับเงียบไปครู่ใหญ่ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบสายตาชายผู้เป็นลูกค้า
“ นี่คือไพ่แห่งจักรพรรดิ ... สำหรับคำทำนายก็คือ ตัวคุณมีชะตายิ่งใหญ่ที่ต้องมีอำนาจเหนือผู้อื่น เพียงแต่ ... ”

“ เพียงแต่ ? ” หนุ่มฝรั่งทวนคำ
“ เพียงแต่คุณยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะทำได้หรือไม่ ... สังเกตได้จากการที่ลังเลอยู่นานกว่าที่จะหยิบไพ่ใบนี้ออกมา ”

“ ดังนั้นขอแนะนำว่า คุณจงศึกษาหนทางชีวิตเสียจนกว่าจะพอใจ ”

“ และเมื่อนั้น ... เมื่อพร้อมเมื่อไร คุณก็จะยินดีและยอมรับชะตากรรมที่ต้องแบกรับไว้อย่างเต็มใจ ” นักทำนายสาวอธิบายให้ลูกค้าฟัง
...
...

วูบหนึ่งในมโนสำนึก ดวงจิตของธเรษตรีในร่างกายที่ไม่อาจควบคุมได้ นี่เป็นอีกครั้งที่เด็กสาวรู้สึกว่าเหมือนมีใครคนอื่นที่คอยควบคุมและชักใยร่างเนื้อแทนตัวเธอ
คำว่า ‘ ชะตากรรมที่จะต้องแบกรับไว้ ’ คำที่ใครสักคนในชุดสีดำที่พูดออกจากปากของตัวเธอเอง

ประโยควลีนั้นทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่เสียวแปลบขึ้นในอก !?
...
...

“ แล้วยังไงต่อคราบ ” หนุ่มฝรั่งถามเมื่อเห็นนักพยากรณ์นิ่งนานจนขาดช่วง
“ แม้ว่าเราจะเลือกเกิดไม่ได้ ... แต่ทุกคนมีสิทธิเลือกทางเดินชีวิต ” เป็นคำพูดที่เริ่มอีกครั้งจากปากของนักทำนายผู้มีดวงตาดำมืด

“ อาจเป็นเพียงความลังเลในโชคชะตา … บางครั้งที่มนุษย์เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าต่อชะตากรรมที่ไม่รู้และไม่ต้องการ … หากแต่เราสามารถเลือกที่จะรู้จักและฟันฝ่ามันไปได้ ”

“ หนูคิดว่าคุณสามารถรับรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้วล่ะค่ะว่าต้องเดินทางไหน ... เพียงแต่ตอนนี้คุณอาจจะกำลังสับสนเท่านั้น .. ขออวยพรให้โชคดีค่ะ ” ประโยคสุดท้ายมาพร้อมกับความสดใสในแววตาอันแสดงถึงภาวะปกติ ใช่แล้ว ! ตอนนี้สติและการควบคุมร่างกลับมาเป็นของเด็กสาวมัธยมปลายนาม ‘ ธเรษตรี ’ อีกครั้งหนึ่ง

“ อืม ... ขอบคุณมากคราบ ค่าทำนายเท่าไรคราบ ” หนุ่มฝรั่งลุกขึ้นยืนพร้อมก้มศีรษะคารวะนักโหราพยากรณ์
“ แล้วแต่ศรัทธาค่ะ จะมาให้ทีหลังก็ได้นะคะ ” เด็กสาวลุกขึ้นยืนรับการเคารพจากผู้มีวัยวุฒิสูงกว่า

“ ง้านเหรอคราบ ผมจ่ายเลยแล้วกันนะคราบ คุณหมอดูทำนายได้ถูกจายโผม ดังนั้นไม่ต้องทอนนะคราบ ” ชายหนุ่มยัดธนบัตรหลายใบลงในมือของแม่หมอก่อนจะหันซ้ายขวารอบๆแล้วรีบเดินออกไปทันที

สาวน้อยชุดดำก้มมองดูเงินในมือ ... มันเป็นธนบัตรสำหรับชาวต่างชาติ เงินสกุล ‘ ยูโร ’
หนึ่งร้อยยูโร !

สาวนักพยากรณ์ไม่แน่ใจว่ามันสามารถตีค่าเป็นเงินไทยได้เท่าไร แต่เชื่อว่าน่าจะมีค่ามากมายเกินค่าแรงสำหรับการทำนายหนึ่งครั้งแน่ๆ ทว่าเมื่อเงยหน้าเพื่อจะเรียกคืนเงินให้หนุ่มฝรั่งอารมณ์ดีคนนั้นก็ปรากฏว่าเขาวิ่งออกไปไกลเสียแล้ว

…
…
...

พรายน้ำบนนาฬิกาข้อมือชี้บอกเวลาห้าทุ่มเศษๆ ชายหนุ่มต่างชาติเตร็ดเตร่อยู่ในมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสี แม้กลางวันจะมากด้วยผู้คน แม้กลางวันจะสว่างไสวมีชีวิตชีวาด้วยสีสัน ทว่าท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น ... มันก็ไม่ต่างอะไรกับเวลาค่ำคืนเช่นตอนนี้

ทำไมน่ะหรือ ? นั่นก็เพราะแม้กลางวันผู้คนจะมากมาย
แต่ไฉนเขาเหล่านั้นกลับกระทำเหมือนมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน ไม่มีคำขอบคุณเมื่อมีใครลุกให้นั่งบนรถประจำทาง ไม่มีการต่อแถวเข้าคิวจับจ่ายซื้อของ กระทั่งไม่มีแม้คำขอโทษหากเผลอไผลเหยียบเท้าใครสักคน

เช่นนั้นมันจะต่างอะไรกับกลางคืนเล่า ?

กลางคืนที่ว่างวายไร้ผู้คน ... กับกลางวันที่ผู้คนว่างวายไร้หัวใจ
มันคงไม่ต่างกันสักเท่าไร

ชายฝรั่งนั่งบนราวสะพานข้ามคลองปล่อยอารมณ์ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรแห่งนี้แม้ไม่ใช่บ้านเกิด แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกับบ้านเมืองของเขา … โดยเฉพาะหัวใจของผู้คน

“ เฮ้ย ! จะหนีไปไหนวะ หยุดๆๆ ! ปรี๊ดดดดๆๆๆ !!! ” เสียงฝีเท้าพร้อมเสียงตะโกนไล่กวดใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงนกหวีดที่เป่าดังยาวทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์

เด็กชายคนหนึ่งแต่งตัวขะมุกขะมอม คะเนอายุราวๆ 8 – 9 ขวบวิ่งเข้ามาใกล้ ทางด้านหลังปรากฏชายสองคนที่ดูคล้ายตำรวจแต่แต่งกายเพียงชุดครึ่งท่อนกำลังวิ่งไล่ตามมาติดๆ

ในที่สุดชายทั้งสองก็ไล่จนทันตรงสะพานที่หนุ่มฝรั่งนั่งอยู่ เด็กชายคนนั้นถูกจับกดนอนคว่ำลงกับพื้น คนหนึ่งยึดข้อมือสองข้างไขว้หลังเพื่อไม่ให้ดิ้นหลุด ส่วนอีกคนใช้เท้าที่สวมรองเท้าคอมแบตหวดเข้าที่ชายโครงอย่างแรง ถึงตอนนี้เด็กน้อยถึงกับร้องโอ๊กออกมา มิใยที่ชายผู้เป็นตำรวจ ‘ ครึ่งท่อน ’ จะเห็นใจ เขากลับทรุดตัวลงนั่งยองๆก่อนที่จะใช้ฝ่ามือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าสามครั้งติดๆกัน

“ ไอ้เลว ! ริอ่านเป็นขโมยตั้งแต่เด็ก ” เสียงคำรามจากผู้ซึ่งแม้จะทั้งเตะทั้งตบแล้วก็ตาม ทว่าดูเหมือนความเกรี้ยวกราดในใจนั้นจะยังมิบรรเทา

“ ผมขอโทษ ... ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ” เป็นเสียงวิงวอนจากผู้ต้องหา
“ ไอ้สัตว์ ! ทำเหี้ยแล้วจะแค่ขอโทษเหรอวะ อย่างงี้แม่งก็ไม่ต้องมีกฎหมายสิวะ ” สิ้นประโยคตามด้วยฉาดใหญ่จากหลังมือ
“ กูจะเอามึงไปขังให้หลาบจำ สักเจ็ดวันดีไหม หา !! ”

“ เดี๋ยว ... เดี๋ยวคราบ ” ชายหนุ่มต่างชาติอดรนทนไม่ไหวรีบลุกเดินไปใกล้ๆ แท้จริงแล้วเวลาห้าทุ่มกว่าๆก็ยังมีรถและคนที่เดินผ่านไปมาอยู่
ทว่าดูเหมือนทุกคนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น !?

“ อะไรวะ !? ไอ้ฝรั่ง ... มึงมาเสือกอะไรด้วย ” ตำรวจคนที่จับข้อมือเด็กน้อยตะคอกใส่ คนนี้ดูคล้ายว่าเป็นลูกน้องของตำรวจอีกคน

“ ป ... ปล่าวคราบ โผมเพียงแต่อยากให้คุณตำรวจเพลาๆมือหน่อยคราบ ยังไงเขาก็เป็นเด็กอยู่นะคราบ ” ฝรั่งผมสีน้ำตาลรีบอธิบาย

“ ไม่ใช่เรื่องของมึง นี่มันเรื่องของคนไทยว่ะ ไอ้ห่านี่มันริเป็นขโมยตั้งแต่เด็ก ต้องเอาให้หลาบจำ ไม่งั้นเดี๋ยวแม่งทำอีก ” ตำรวจคนที่เป็นหัวหน้าบอกเสียงดุๆ
“ แล้วน้องเขาขโมยอะรายเหรอคราบ ”

“ แม่งเสือกเข้าไปขโมยนมขวดในเซเว่นน่ะสิวะ สันดานเหี้ย ! ถุย ! ” ประโยคบอกเล่าจากชายคนเดิมตามด้วยคำสบถและน้ำลายที่ถ่มใส่หน้าเด็กน้อย

“ เท่านั้นเองเหรอคราบ !? ” ฝรั่งหนุ่มถามเสียงสูงด้วยความงุนงง ใช่ ! แม้การขโมยจะเป็นสิ่งที่ผิดอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ แต่การที่นายตำรวจทำการพิพากษาราวศาลเตี้ยข้างถนนด้วยความรุนแรง ... มันสมควรกับความผิดของเด็กชายอย่างนั้นหรือ ?

“ เออ ! เดี๋ยวจะเอาแม่งไปขังให้เข็ด ทำร้านเขาเสียหายหมด ” ตำรวจที่จับล็อกเมื่อครู่หิ้วคอเสื้อเด็กผู้ต้องหาขึ้นมา
“ เดี๋ยวๆ ขอโผมชดใช้ให้ก็แล้วกันนะคราบ ” ชายหนุ่มรีบบอกด้วยอดสงสารชะตากรรมของเด็กชายที่จะต้องไปเผชิญต่อในห้องขังไม่ได้

“ ฮะ ? ชดใช้ยังไงวะ ไอ้ฝรั่งขี้นก !? ” นายตำรวจทั้งสองถามแทบจะพร้อมกัน
“ เดี๋ยวโผมจ่ายค่าเสียหายของเซเว่นให้คราบ ... นมแค่ขวดเดียวใช่หมายคราบ ”

“ อะฮ้า ! ใจถึงดีนี่หว่าไอ้ฝรั่ง แล้วค่าเสียเวลา ค่าแรงกับค่าทำขวัญของร้านเซเว่นนั่นล่ะจ๊ะ ” ตำรวจคนที่ดูมียศสูงกว่าเดินอ้อมมากอดคอหนุ่มต่างชาติผู้ใจดี

“ อ๋อ ... งั้นเดี๋ยวโผมจัดการด้วยก็ได้คราบ ” หนุ่มฝรั่งเริ่มรู้แล้วว่าตำรวจทั้งคู่ต้องการอะไร
“ ห้าโร้ยพอไหมคราบ ” ชายหนุ่มควักๆเงินในกระเป๋า เขารู้ดีว่าควรจ่ายเป็นธนบัตรไทยเพราะหากใช้เงินสกุลยูโร อาจเป็นการยั่วโมโหชายกักขฬะทั้งสองได้

“ เฮ้ย ! อาไร้ !? ฝรั่งอย่างเอ็งรวยจะตาย ”
“ สามพันโว้ย ! สามพันบาทขาดตัว ไม่งั้นไอ้เด็กห่านี่ได้ไปกินตีนในคุกแน่ !! ” นายตำรวจโก่งราคาพร้อมชี้มือไปยังเด็กน้อยที่ตอนนี้ยืนตัวสั่นอยู่

เคราะห์ดีที่หนุ่มฝรั่งพอมีเงินสกุลไทยติดตัวอยู่บ้าง เขายื่นธนบัตรใบละพันสองใบกับใบร้อยกับใบยี่สิบรวมๆกันแล้วนับได้สามพันพอดี ทีนี้ชายหนุ่มก็เหลือเงินที่เป็นสกุลไทยเพียงแค่เหรียญห้ากับเหรียญบาทอย่างละเหรียญในกระเป๋ากางเกง

“ เออๆ โชคดีของมึงนะไอ้เด็กเวร เฮ้ย ! ไปกินเหล้ากัน ! ” ตำรวจครึ่งท่อนรีบคว้าเงินจากมือฝรั่งก่อนหันไปตบกระโหลกเด็กชายหนึ่งครั้งจากนั้นจึงเรียกลูกน้องไปหาความสำราญกับเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง


ตำรวจทั้งสองเดินไปไกลแล้ว เด็กชายผู้ซึ่งเมื่อครู่โดนทุบตีถึงกับปล่อยโฮออกมาลั่นถนน
“ เอ้าๆ หนู อย่าโร้งไห้ อายเขา ” ฝรั่งขี้นกในสายตาตำรวจรีบบอก

“ ขอบคุณครับพี่ ” เด็กชายรีบขอบคุณ ชายต่างชาติสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของเด็กน้อยนั้นทั้งดำทั้งเก่าและขาดวิ่น
“ ทามไมไปขโมยของ ทีหลังอย่าทามนะ ” ชายหนุ่มยิ้มให้กำลังใจพร้อมก้มสำรวจบาดแผลฟกช้ำตามร่างของเด็กชาย

“ ผมจะเอาไปให้แม่ครับ ... แม่ผมหิว ”
“ อ้าว ! แม่เธอเป็นอะไร ... แล้วพ่อเธอล่ะ ? ” ชายหนุ่มงง

“ แม่เป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ส่วนพ่อผูกคอตายไปแล้ว ” เป็นคำกล่าวเรียบๆแต่ทว่ามันเสียดลึกเข้าไปถึงจิตใจของชายหนุ่ม
“ โอ ... ไอ ... ไอขอโทษ แล้วบ้านเธออยู่หนายล่ะ ”

“ บ้านผมอยู่ตรงนี้เอง น้าจะไปด้วยกันไหมล่ะ ” เด็กน้อยชวน
“ ดีๆ โผมก็ไม่รู้จะไปไหนพอดี ” ฝรั่งผู้มองโลกในแง่ดีบอก

...
...

เมื่อถึง ‘ บ้าน ’ อันเป็นเพียงเพิงไม้ปะๆเรียงติดกันเป็นพรืด ท่ามกลางแสงสว่างจากเทียนไข ตรงกลางด้านในของบ้านที่มีเพียงห้องเดียวปรากฏร่างผ่ายผอมของหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่ ใบหน้าของนางซีดเซียวราวกับไร้วิญญาณ ทว่าเมื่อวินาทีแรกที่เธอได้เห็นหน้าของลูกชาย
ฝรั่งหนุ่มสัมผัสได้ถึง ‘ ชีวิต ’ ที่กลับคืนมาอีกครั้งของหญิงผู้ป่วยเป็นอัมพาต

“ แม่ครับ พี่คนนี้เขาช่วยผมจากตำรวจ ” เด็กน้อยเล่าให้มารดาฟังขณะโผเข้าไปกอด
หญิงกลางคนหันมาพยักหน้าแทนคำขอบคุณก่อนจะหันไปถามบุตรชาย

“ ลูกไปขโมยของอีกหรือเปล่า ”
“ ก็ ... ก็ผมจะเอามาให้แม่ ” เสียงอ่อยๆจากคนที่รู้ตัวว่าทำผิด

หยาดน้ำใสๆไหลออกจากนัยน์ตาของมารดา ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าน้ำตานี้มิใช่มาจากความตื้นตันที่รู้ว่าลูกยอมเสี่ยงเพื่อให้แม่อิ่มท้องหรอก

หากแต่มันเป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่มาจากเบื้องลึกของจิตใจ !

“ แม่ไม่ต้องการ ลูกก็รู้ ... แม่ยอมอดเสียยังดีกว่าให้ลูกเป็นขโมย ” น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยทว่าจริงจังในความรู้สึก
“ แต่ ... แต่แม่ ... ” เด็กชายพยายามเถียง แต่เขาก็พูดอะไรไม่ออกด้วยรับรู้ถึงความตั้งใจของมารดาผ่านทางหยาดน้ำตาที่ไหลหยดลงกระทบท่อนแขน
มันทั้งอบอุ่นและเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด

“ สัญญากับแม่ก่อนว่าต่อไปจะไม่ขโมยของอีก ” ผู้เป็นมารดาอบรมลูกชายที่ตอนนี้ได้แต่ซบหน้าร้องไห้อยู่กับอกแม่
…
…

แสงเทียนในห้องถูกดับลง ชายฝรั่งขอนอนค้างที่ห้องแคบๆแห่งนี้ด้วยเกรงว่าหากออกไปเดินท่อมๆกลางดึกคนเดียวอาจจะโดนพวกมิจฉาชีพทำร้ายเอาได้

ท่ามกลางความเงียบสงัด ได้ยินก็เพียงลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอของหญิงอัมพาต ตัวของหนุ่มฝรั่งเองนั้นก็อยากจะหลับอยู่เหมือนกัน ทว่าวันนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าตื่นเต้นจนไม่อาจข่มตาลง ทำได้ก็เพียงแต่นอนนิ่งๆให้ร่างกายได้พักผ่อนทุเลาความเครียดเท่านั้น

ทันใด ! ชายต่างชาติรู้ถึงสัมผัสบางอย่างที่ข้อมือซ้าย ?

มือเล็กๆที่มาขยุกขยิกนั้นไม่ใช่ของใครอื่นนอกเสียจากเด็กชายเจ้าของห้อง มือนั้นกำลังเกาะแกะแถวๆนาฬิกาข้อมือ คล้ายกับว่ากำลังพยายามที่จะถอดออก

หนุ่มฝรั่งรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่เขาก็มิได้โวยวายออกมา
เด็กน้อยคงลำบากจริง ส่วนตัวเราเองนั้นก็พอมีกินมีใช้อยู่แล้ว หากเขาต้องการ เราก็ยินดียกให้ ... นั่นเป็นความตั้งใจของชายชาวต่างชาติ

ทว่ามือเล็กนั่นกลับหยุดการกระทำอันเนรคุณ
เงาร่างของเด็กน้อยคลานกลับไปยังเท้าของมารดาผู้หลับไหล เงานั้นก้มลงกราบแทบเท้า

“ ผมขอโทษครับ ... ผมจะไม่ขโมยของใครอีก ผมจะไม่เผลอใจอีกแล้ว ” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กชาย จากนั้นเขาจึงล้มตัวลงนอนข้างๆผู้เป็นมารดาด้วยใจเป็นสุข


นี่สินะ ... แท้ที่จริง ทุกผู้ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวโดยเนื้อแท้หรอก หากเลือกได้ใครๆก็ล้วนอยากกระทำแต่ความดี

ทว่าในความจริง แต่ละคนอาจขาดซึ่งการอบรมสั่งสอน หรือบางขณะความทุกข์ ความยากลำบากก็อาจเปลี่ยนแปลงคนที่ดีให้เป็นคนที่หลงผิดได้

บางครั้งกระแสสังคม ความฟุ้งเฟ้อ ค่านิยมที่มองเห็นแต่เพียงวัตถุอาจหล่อหลอมจิตใจเอื้ออารีให้กลายเป็นหุ่นยนต์ที่รู้จักแต่ภาระหน้าที่จนไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้าง

แต่ตอนนี้ ... ที่นี่ เด็กชายคนนี้ถึงเขาจะยากไร้ แม้จะยากจน ขาดโอกาส แต่บัดนี้จิตใจของเขาได้รับเอาคำสอน รับเอาความดีงามของผู้เป็นแม่เอาไว้
ประตูสู่อนาคตของเด็กชายคนนี้จักต้องเปิดให้เห็นแสงสว่างอย่างแน่นอน

แม้อุปสรรคข้างหน้าจะยังมี ... แต่เด็กน้อยคงไม่หวนสู่หนทางที่ผิดอีก
...
...

เช้ามืด ชายหนุ่มลุกออกจากที่นอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาไม่ได้วางเงินหรือนาฬิกาทิ้งไว้ให้แต่อย่างใด ด้วยเชื่อว่าแม่ลูกคู่นี้คงไม่ต้องการมัน หากแต่ต้องการความช่วยเหลือด้านโอกาส ซึ่งนั่นชายหนุ่มอาจจะพอช่วยเหลือได้

ตอนนี้ชายต่างชาติไม่ลังเลในชะตากรรมของตนอีกต่อไป เด็กน้อยที่ยากไร้ แม่ที่เป็นอัมพาตยังกัดฟันอดทนต่อสู้โชคชะตา แล้วเขาล่ะทำไมจะทำไม่ได้

ไพ่จักรพรรดิ ... ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร
... และตอนนี้ก็ถึงเวลานั้น

หนุ่มฝรั่งเดินออกจากที่พักเงียบๆ กดโทรศัพท์มือถือ เพียงครู่เดียวรถลิมูซีนคันงามก็ปราดเข้ามารับอย่างรวดเร็ว
...
...

ธเรษตรี สาวน้อยนักพยากรณ์กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้วิวทิวทัศน์จะร่มรื่นด้วยดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกไว้ในสวน ทว่าจิตใจของเธอกลับว้าวุ่นจนมิอาจพินิจได้ถึงความงามที่อยู่เบื้องหน้า สาเหตุแห่งความกังวลน่ะหรือ ? ก็คือเรื่องที่เธอได้ทำนายลูกค้าด้วยไพ่ทาโรต์ ... แม้นว่าจะเชื่อมั่นว่าเป็นหนทางที่สามารถคืนความทรงจำได้

แต่มีหลายๆอย่างที่ผิดปกติ มันเป็นความพิลึกกึกกือที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ แม้แต่คุณตาคุณยายก็เถอะ ?
นอกจากการที่เหมือนมี ‘ ธเรษตรี ’ อีกคนมาคอยทำหน้าที่พยากรณ์ไพ่แทนตัวเธอ ... โดยที่จิตสำนึกไม่อาจขัดขืนแล้ว ยังมีภาพเหตุการณ์หลังจากนั้นให้ได้เห็น โดยเฉพาะลูกค้าสองคนเมื่อหลายวันก่อน ผู้จัดการดาราที่จับได้ไพ่รถศึกกับชายหนุ่มฝรั่งที่ได้ไพ่จักรพรรดิ เด็กสาวสามารถรับรู้การดำเนินเรื่องราวชีวิตฉากสั้นๆได้ราวกับเปิดโทรทัศน์

และสิ่งที่ธเรษตรีกังวลใจมากที่สุดก็คือ ... ขณะที่ร่างของเธออีกคนหนึ่งกำลังทำนายไพ่ให้แก่ลูกค้านั้น ตัวเธอที่อยู่ใต้ม่านแห่งจิตสำนึกสามารถรับรู้ความรู้สึกดำมืดในใจของลูกค้าเหล่านั้นได้ ... ความขลาดเขลาไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ความกลัวที่จะแสดงออกให้คนรักรับรู้ความรู้สึก หรือความลังเลที่จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

ความรู้สึกอันเป็นพลังด้านลบนี้ธเรษตรีสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน !?
โชคดีที่ผู้จัดการดาราคนนั้นสามารถรวบรวมความกล้า เอาชนะความกลัวอย่างเช่นอัศวินผู้ห้าวหาญได้ แต่พ่อหนุ่มฝรั่งผู้อารีคนนั้นเล่า ?
หน้าที่หรือชะตากรรมที่เขาได้รับมา ... บัดนี้ฝรั่งคนนั้นจะยอมรับแล้วหรือยัง ?

ธเรษตรีถอนใจยาวก่อนที่จะหันไปกดรีโมทเพื่อดูข่าวทางโทรทัศน์ฆ่าเวลา และภาพที่เห็นนั้นถึงกับทำให้สำลักน้ำลายทันที ในจอปรากฏข่าวที่ผู้ดำเนินรายการกำลังบรรยาย ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มฝรั่งที่แลดูคุ้นตา ทว่าเขาคนนั้นกลับแต่งองค์ทรงเครื่องราววรรณะกษัตริย์

“ เจ้าชายเฮนดรี้ ปริ๊นส์แห่งราชอาณาจักรเอลิเซียส์เตรียมเข้าพิธีราชาภิเษกในสัปดาห์หน้า สำหรับภารกิจแรกของพระองค์คือการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ”
ในเนื้อความด้านล่างต่อจากนั้น ผู้ประกาศข่าวกล่าวต่อไปว่า

“ เจ้าชายเฮนดรี้เตรียมหารือเรื่องปัญหาเด็กด้อยโอกาสในเมืองไทย ซึ่งพระองค์ได้ทรงประสบเมื่อครั้งมาประพาสก่อนเข้ารับตำแหน่ง ”


ธเรษตรียิ้มออกมาได้ อย่างน้อยก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่พร้อมจะแบกรับชะตากรรมแห่งการเสียสละ ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างมิอาจฝ่าฝืน

เสมือนเช่นเดียวกับตัวเธอ ?

url ต้นฉบับ สำหรับ โปรโมท
บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์
- บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ บทนำ : บทแห่งกงล้อชะตากรรม ( The Wheel of Fortune ) ( อ่าน 1220 , ตอบ 1 )
- บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ บทรถศึก ( The Chariot ) ( อ่าน 978 , ตอบ 0 )
- บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ บทจักรพรรดิ ( The Emperor ) ( อ่าน 696 , ตอบ 0 )
- บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ บทของปิศาจ ( The Devil ) ( อ่าน 989 , ตอบ 0 )
- บททำนายแห่งไพ่ทาโรต์ บทสังฆราช ( The Hierophant ) ( อ่าน 773 , ตอบ 0 )

แสดงความคิดเห็น (0 ข้อความ)


คงเหลือ ตัวอักษร



นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย